ลูกสาวในคืนคาวใคร่
📗 “ลูกสาวในคืนคาวใคร่” ว่าด้วยเรื่องความใคร่ เซ็กซ์ สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ ไปจนถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องขอบเขตศีลธรรม และนิยามความหมายของความรักที่แท้จริง ผลงานรวมเรื่องสั้นแนวอีโรติกเล่มที่ 2 ของ “อุเทน พรมแดง” นักเขียนอาชีพและนักเขียนมือรางวัล เจ้าของ 36 รางวัลระดับชาติ
(ใครที่กังวลว่าหนังสือเล่มนี้เป็นรื่องผิดศีลธรรมในแนว incest หรือเปล่า ไม่ใช่นะคะ😊)
สารบัญ
“สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มหยุดชะงักอาการเคลื่อนไหว เขาถอนริมฝีปากออกจากเต้าเต่งตั้งตรงหน้า”
● ผู้หญิงหากิน
“ชายเฒ่าถอนกายเหี่ยวย่นออกจากร่างเเล็กจ้อยของเด็กหญิง นัยน์ตาชราทั้งคู่หรี่ปรือ บ่งบอกถึงสุขกระสันที่เพิ่งผ่านพ้น”
● สวนสนุกสุขกระสัน
“อีกหลายนาทีต่อจากนั้น คล้ายชายหนุ่มถูกบังคับให้นั่งฟังน้าวัฒน์พร่ำพรรณนาถึงกิจกรรมทางเพศระหว่างตัวเองกับเมียสาว”
● เมียน้อยของตำนานนักร้องเพื่อชีวิต
“เพียงภาพเคลื่อนไหววูบแรกเริ่มแสดงผลผ่านหน้าจอ ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นภาพชายหญิงกำลังระเริงกามกันอยู่”
● เซ็กซ์ครีเอเตอร์
“หญิงสาวตลกตัวเองอยู่เหมือนกันที่เธอเผลอนึกถึงภาพวัวกำลังและเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่งขึ้นมาในเวลาเช่นนี้”
● คืนเข้าหอ
“ชญานีนอนตะแคงหันหลังให้บานหน้าต่าง ร่างเปลือยเปล่าดูขาวโพลนไปหมด งอขาเข้าหาลำตัวเป็นมุมฉาก”
● ดอกไม้ยังไม่โรยรา
“อยู่บ้านด้วยกันหมวยมักสวมเพียงเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น ไม่มีชั้นในใด ๆ ปกปิดเรือนกายแม้สักชิ้น “
● ลูกสาวในคืนคาวใคร่
คำนำสำนักพิมพ์
รวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นงานวรรณกรรมแนวอีโรติก ซึ่งหมายถึงงานเขียนที่มุ่งหมายถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับความใคร่ หรือสัญชาตญาณทางเพศของมนุษย์ วรรณกรรมอีโรติกที่ดีต้องนำเสนอแง่มุมบางอย่างของความใคร่ให้คนอ่านได้เก็บไปครุ่นคิดต่อ ไม่ใช่มุ่งเขียนบรรยายฉากเซ็กซ์เพื่อกระตุ้นเร้าความใคร่เพียงเท่านั้น เพราะนั่นจะทำให้เรื่องเล่านั้นเป็นได้เพียง “เรื่องเสียว” เกรดต่ำ
รวมเรื่องสั้น “ลูกสาวในคืนคาวใคร่” เล่มนี้ว่าด้วยเรื่องราวของความใคร่ก็จริง แต่เรื่องสั้นหลาย ๆ เรื่องในเล่มพาเราไปไกลกว่านั้นมาก แม้เป็นงานวรรณกรรมแนวอีโรติกที่เกี่ยวข้องกับเซ็กซ์ แต่บางเรื่องแสดงภาพความงดงามในจิตใจมนุษย์ บางเรื่องกะเทาะเปลือกความเป็นมนุษย์ให้เราเห็นชัดขึ้น หรือบางเรื่องก็ตีแผ่ความเป็นจริงในสังคมที่เราไม่อาจปฏิเสธได้
โดยภาพรวมแล้ว รวมเรื่องสั้นเล่มนี้จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นงานเขียนแนว “อีโรติกสร้างสรรค์” หรือ “อีโรติกสะท้อนสังคม” หรือจะบอกว่าเป็นงานแนวสร้างสรรค์สะท้อนสังคมที่ถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยเปลือกของความเป็นอีโรติกก็ได้
คำเตือน หนังสือเล่มนี้อาจทำให้คุณเกิดอารมณ์ทางเพศได้ แต่เมื่ออ่านไปเรื่อย ๆ คุณก็อาจน้ำตาไหลออกมาได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
คำนำผู้เขียน
มีบทสนทนาหนึ่งซึ่งผมยังคงจำได้ดีแม้ผ่านมานานเกินยี่สิบปีเป็นอย่างน้อย เป็นบทสนทนาระหว่างตัวผมเองกับนักเขียนอาวุโสวัยคราวพ่อท่านหนึ่ง วันนั้นมีเรื่องสั้นของนักเขียนชื่อดังคนหนึ่งลงตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ผิดศีลธรรมระหว่างพ่อกับลูกสาว และบังเอิญผมกับนักเขียนอาวุโสท่านนั้นต่างก็ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนั้นแล้ว
ผมแสดงความคิดเห็นไปในทำนองว่า ประเด็นเทือกนี้เป็นเรื่องปกติของคนทำงานสร้างสรรค์ ในเมื่อเหตุการณ์ทำนองนี้มีอยู่จริงในสังคม นักเขียนก็มีหน้าที่สะท้อนออกไป ทว่านักเขียนอาวุโสท่านนั้นกลับมองในทางตรงกันข้าม โดยกึ่งบ่นกึ่งด่ายืดยาวว่าเจ้าของเรื่องไม่ควรเขียนเรื่องประเภทนี้ออกมา เพราะเป็นเรื่องผิดศีลธรรมร้ายแรง เป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ นักเขียนรุ่นพ่อยังบอกอีกด้วยว่า เรื่องสั้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ต้องห้ามระหว่างพ่อกับลูกเช่นนี้ ยังทำให้ตัวเองกับลูกสาวมองหน้ากันไม่ติด
จำได้ดีว่าตอนได้ยินคำพูดนั้น ผมได้แต่ร้อง “ฮะ” ในใจ แต่ด้วยความที่ยังเป็นเด็กอยู่มากหากเปรียบเทียบวันวัยกับนักเขียนท่านนั้น ผมจึงไม่กล้าโต้แย้งอะไรออกไปมากมาย ได้แต่สงสัยในใจว่า ลูกสาวของนักเขียนท่านนั้นจะได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ในหน้านิตยสารหรือเปล่ายังไม่รู้ ต่อให้ได้อ่าน ก็ไม่เห็นจะน่าตะขิดตะขวงใจที่ตรงไหน ในเมื่อมันเป็นแค่เรื่องแต่ง หากพ่อกับลูกสาวรักใคร่ผูกพันกันดี การอ่านเรื่อง incest ทำนองนี้ไม่น่าจะทำให้มองหน้ากันไม่ติดได้
ตอนนั้นผมนึกคิดกับตัวเองว่า อาจเพราะผมยังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่เคยมีลูก…โดยเฉพาะลูกสาว ผมจึงคิดว่านักเขียนควรสะท้อนทุกเรื่องในสังคมออกไป ต่อให้เป็นเรื่องผิดศีลธรรมต่ำช้าแค่ไหนก็ตามที งานวรรณกรรมเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ศิลปะย่อมมีหน้าที่สื่อสะท้อนความจริง จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อประจานความฟอนเฟะของสังคมเอาสนุก แต่เพราะมุ่งหวังให้สังคมนี้ดีงามขึ้นกว่าเดิม
ผมนึกคิดกับตัวเองต่อไปอีกว่า วันหนึ่งเมื่อผมแต่งงานและมีลูกสาว ความคิดของผมอาจเปลี่ยนไปในทางเห็นด้วยกับนักเขียนอาวุโสท่านนั้นก็ได้
…ตอนนี้ผมมีลูกสาวแล้ว เป็นลูกสาวคนเดียวซึ่งกำลังย่างใกล้วัยรุ่นเข้าไปทุกที ผมถามตัวเองว่าเมื่อเงื่อนไขชีวิตคล้ายคลึงกับนักเขียนอาวุโสท่านนั้นแล้ว ผมยังมีความคิดจะเขียนเรื่องที่เข้าข่ายผิดศีลธรรมระหว่างพ่อกับลูกอยู่อีกหรือเปล่า
แล้วผมก็ตอบตัวเองได้แทบในทันทีว่า…เขียน
ในเมื่อเรื่องละเมิดศีลธรรมพวกนั้นยังคงเกิดขึ้นในสังคม นักเขียนก็ยังคงมีหน้าที่ถ่ายทอดสะท้อนออกไปไม่เปลี่ยนแปลง แต่อย่างที่บอกไปบ้างแล้วว่า ต้องไม่ใช่มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองรสนิยมวิปริตของตัวนักเขียนเองหรือคนอ่าน แต่ต้องเขียนเพื่อตีแผ่และกระตุ้นเตือนสังคม โดยหวังว่าเรื่องมืดดำทำนองนี้จะหมดสิ้นไป หรืออย่างน้อยก็ลดน้อยลงบ้าง
ผมเขียนเรื่องผิดประเวณีระหว่างพ่อกับลูกสาวได้ อย่างไม่กระอักกระอ่วนใจใด ๆ เขียนแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะมองหน้าลูกสาวไม่ติด และเมื่อลูกสาวโตพอจะอ่านเรื่องทำนองนี้ได้ ผมก็ยินดีให้อ่านหากแกสนใจอยากอ่าน
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ผมแค่เล่าเพราะย้อนนึกขึ้นมาได้เท่านั้น ผมไม่ได้กำลังบอกใบ้ว่าในหนังสือเล่มนี้มีเรื่องสั้นที่เข้าข่ายผิดศีลธรรมอยู่ด้วยหรือเปล่า แล้วคุณก็อย่าเพิ่งด่วนตัดสินเรื่องสั้นเรื่องไหนเพียงเพราะคาดเดาเอาเองจากชื่อเรื่อง
เพราะเรื่องสั้นบางเรื่อง เราไม่ควรด่วนตัดสินมันจนกว่าจะอ่านถึงหน้าสุดท้าย…
ตัวอย่างหนังสือ
