เด็กหนุ่มผู้กลับกลายเป็นกา
📗“เด็กหนุ่มผู้กลับกลายเป็นกา” นวนิยายแนว Magical Realism (สัจนิยมมายา/สัจนิยมมหัศจรรย์) ว่าด้วยเรื่องราวของลางร้าย รัก-ใคร่ การกลับกลาย และความลับ
ในแง่กลวิธีการเขียนแล้ว งานเขียนชิ้นนี้เล่าเรื่องด้วยเทคนิค Magical Realism ซึ่งหาอ่านได้ไม่ง่ายนักสำหรับนวนิยายของนักเขียนไทย ส่วนในแง่ของประเด็นที่สื่อสะท้อนออกมา ก็มีทั้งเรื่องความเชื่อของสังคมไทย ความแปลกแยกโดดเดี่ยวของตัวละคร การลวงหลอกและความลับ กามารมณ์ที่ผูกโยงตัวละครเข้าด้วยกัน ไปจนกระทั่งถึงการกลับกลายจากมนุษย์เป็นนก ซึ่งอาจมองได้ทั้งในเชิงสัญลักษณ์ และภาพมายาซึ่งเกิดขึ้นจริงในโลกเรื่องเล่า
เรื่องย่อ
หลังจากผ่านไปกึ่งศตวรรษ อีกาได้หวนกลับมาอาศัยในหมู่บ้านริมแม่น้ำอีกหน ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับชีวิตของเด็กหนุ่มด้อยสติปัญญาชื่อ “ทุย” ไล่ตั้งแต่เขาได้ไปเห็นภาพใครบางคนสมสู่กันโดยไม่ตั้งใจ มีอีกามาร้องบนหลังคาบ้านยามดึกซึ่งยายบอกว่าเป็นลางร้าย ความลับที่ถุกเก็บงำมาเนิ่นนานเปิดเผยตัว เกิดเหตุอัตวินิบาตกรรมอันน่าเศร้าของคนในครอบครัว การปรากฏตัวของหญิงสาวผู้ทำให้โลกเร้นลับท่ามกลางฝูงวัวเปลี่ยนโฉมไป และที่สำคัญ...การกลับกลายเป็นอีกาซึ่งเด็กหนุ่มพยายามต่อต้านฝืนสู้
ทว่าท้ายที่สุด ดูเหมือนเขาได้กลับกลายเป็นบางอย่างซึ่งไม่เคยคาดฝันมาก่อน...
สารบัญ
● ฝันร้ายและการกลับกลาย
● หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ
● ในเรือนไม้หลังเก่า
● เด็กเลี้ยงวัวหัวทุย
● เด็กสาวผู้งามราวสายรุ้ง
● ที่ดินทิ้งร้างว่างเปล่
● การกลับมาของอีกา
● เสียงอีกาเหนือหลังคา
● คล้ายจะกลายเป็นอีกา
● คืนความลับเปิดเผย
● เสียงปืนยามดึกสงัด
● งานศพอันแสนเศร้า
● เหมือนหมู่บ้านเต็มไปด้วยอีกา
● พิธีกรรมปัดรังควาน
● จดหมายที่ส่งผิดบ้าน
● การปรากฏกายของหญิงสาว
● เปลญวนใต้ร่มไม้
● เรื่องรักอีโรติก
● บุรุษไปรษณีย์
● กลับกลายเป็นกา…
คำนำสำนักพิมพ์
หากพูดถึงกลวิธีการเล่าเรื่องของงานวรรณกรรมประเภทนวนิยายแล้ว การเล่าเรื่องในรูปแบบ Magical Realism (สัจนิยมมายา) ถือว่าหาอ่านได้ยากสำหรับวรรณกรรมไทย ให้นึกตอนนี้ว่ามีนวนิยายของนักเขียนไทยเล่มไหนบ้างที่เล่าเรื่องในสไตล์ Magical Realism ก็นึกออกเพียงแค่ไม่กี่เล่มเท่านั้น ทั้งที่การเล่าเรื่องแบบ Magical Realism ได้รับความนิยมสูงในโลกวรรณกรรมสากล นวนิยายต่างประเทศชื่อดังที่เล่าเรื่องในแนว Magical Realism ก็มีมากมายนับไม่หวาดไม่ไหว
การได้ตีพิมพ์นวนิยายแนว Magical Realism เล่มนี้ออกมาอีกเล่ม จึงเป็นความภาคภูมิใจเล็ก ๆ ของสำนักพิมพ์เล็ก ๆ อย่างเรา
ในชีวิตจริงของคนเรา โลกแห่งความจริงกับโลกมายาเหนือจริงถูกขีดเส้นแบ่งออกจากกันด้วยตรรกะและเหตุผล แต่ในโลกวรรณกรรมแนว Magical Realism เส้นแบ่งนั้นกลับพร่าเลือนและยืดหยุ่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ นวนิยายเรื่อง “เด็กหนุ่มผู้กลับกลายเป็นกา” เล่มนี้วางอยู่บนพื้นที่แห่งการซ้อนทับนั้น…พื้นที่ที่ความจริงอันแสนสามัญของชีวิตประจำวัน กลับกลายเป็นเนื้อเดียวกับความเหนือจริงอันแปลกประหลาดเหลือเชื่อ
กลวิธีการเล่าเรื่องแบบ Magical Realism ในนวนิยายเล่มนี้ ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจ หรือนำเสนออภินิหารที่แปลกแยกจากความเป็นจริง หากแต่ถูกถักทอเข้ากับวิถีชีวิต อารมณ์ และความโหยหาของตัวละครอย่างแนบเนียน เรื่องราวทั้งหมดถูกบอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ปกติธรรมดา ราวกับว่าปรากฏการณ์อันเหนือจริงเหล่านั้นคือส่วนหนึ่งของฉากในชีวิตประจำวันที่ใครก็พบเจอได้
เสน่ห์อันโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของวรรณกรรมเล่มนี้คือ การเปิดโอกาสให้ความอัศจรรย์เหนือจริงทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนสภาวะจิตใจอันซับซ้อน ทั้งความเหงา ความเศร้า ความแปลกแยก ความขลาดกลัว ความปรารถนา กามารมณ์ และบาดแผลที่ซ่อนลึกอยู่ภายใต้ฉากหน้าอันเงียบสงบ
ผู้เขียนได้ใช้ภาษาและจังหวะการเล่าเรื่องที่ละเมียดละไม ค่อย ๆ ชักนำผู้อ่านให้ก้าวข้ามเขตแดนแห่งความเป็นจริงทีละน้อย จนกระทั่งเราไม่อาจแน่ใจได้อีกต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคือเหตุการณ์จริง ความฝัน ภาพหลอน หรือความเป็นจริงอีกชุดหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านแห่งมายาภาพกันแน่
มาก้าวสู่โลก Magical Realism ไปพร้อม ๆ กันกับเราด้วยการเปิดหนังสือหน้าถัด ๆ ไปได้เลย
คำนำผู้เขียน
นวนิยายเรื่องนี้ก่อเกิดขึ้นง่าย ๆ เพียงแค่ผมได้ยินเสียงร้องของอีกา…
อีกาหาใช่สัตว์มหัศจรรย์ที่ไหน ใคร ๆ ก็ย่อมเคยเห็นตัวและได้ยินเสียงร้องของมัน แต่การได้ยินเสียงร้องของอีกาก็สร้างความแปลกใจให้ผมอยู่ไม่น้อยเนื่องจากไม่เคยมีอีกามาปรากฏตัวให้เห็นแถวหมู่บ้านตำบลของผมมานานไม่น้อยกว่า 50 ปีแล้ว
การกลับมามีตัวตนอีกครั้งของอีกาในละแวกนี้ทำให้บางเรื่องเล่าผุดโพลงขึ้นมาในจินตนาการ ผมเริ่มมองเห็นตัวละครทีละตัว มองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่อง มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวละครและเหตุการณ์ และมองเห็นการกลับกลายเป็นกาของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
อาจฟังดูน่าแปลก แต่ผมไม่ได้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนจินตนาการเรื่องราวในนวนิยายเล่มนี้ขึ้นมา คล้ายว่าเรื่องราวเหล่านี้มีอยู่ของมันแล้วที่ไหนสักแห่ง ผมเพียงแค่ต้องค้นให้พบ คาดเดาให้ถูก มองเห็นให้ทั่ว แล้วหยิบมาบอกเล่าเป็นงานวรรณกรรมสักชิ้น
ระหว่างเขียนนวนิยายเรื่องนี้ โดยเฉพาะตอนบรรยายฉากที่มีอีกาโผล่มาให้ตัวละครเห็นตรงนั้นตรงนี้ ผมหวนนึกถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของนักเขียนรุ่นก่อนอย่างพี่วาณิช จรุงกิจอนันต์ขึ้นมา ผมเคยอ่านเรื่องสั้นเรื่องนั้นเมื่อราวยี่สิบกว่าปีก่อนโน้น และเพื่อป้องกันข้อครหาว่าผมหยิบยืมไอเดียมาจากงานเขียนชิ้นนั้น ผมจึงต้องกลับไปศึกษาเรื่องสั้นเกี่ยวกับอีกาที่ว่านั่นอีกหน กระทั่งแน่ใจว่านอกจากมีอีกาเป็นองค์ประกอบสำคัญคล้ายคลึงกันแล้ว นวนิยายของผมกับเรื่องสั้นเรื่องนั้นไม่มีอะไรเหมือนกันเลย จากนั้นผมจึงเขียนนวนิยายเรื่องนี้ต่อไปจนจบ
ตัวละครในนวนิยายเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริง ฉากของเรื่องก็เป็นหมู่บ้านในจินตนาการซึ่งหยิบยืมบางส่วนมาจากหมู่บ้านที่ผมเคยไปเยือน เหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องก็ล้วนแล้วแต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง (แน่ละว่า รวมถึงเรื่องคนกลับกลายเป็นนกด้วย) ถึงกระนั้นขณะเขียนและอ่านทวน ผมกลับรู้สึกถึงเลือดเนื้อและชีวิตอันมีอยู่จริง
อยากขอบคุณตัวละครและเรื่องราวเหล่านี้ ที่ช่วยให้ผมอิ่มสุขยิ่งนักขณะนั่งลงเขียนเล่ามันออกมา การได้เขียนงานวรรณกรรมออกมายังคงเป็นความสุขสำหรับชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งในลมหายใจของผมเสมอ และต้องขอบคุณนักอ่านของผมด้วยเช่นกัน ที่ช่วยให้ผมยังมีพลังสร้างสรรค์งานวรรณกรรมอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้
แม้นักอ่านที่ว่านี้จะมีอยู่เพียงหยิบมือเดียว…ก็มากมายเกินพอแล้ว
ตัวอย่างหนังสือ
